หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ในเมื่อประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันของตัวเอง ทำไมราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ใช้คำนวณต้นทุนภายในประเทศจึงต้องอ้างอิงจาก “ตลาดสิงคโปร์” แทนที่จะใช้ต้นทุนการผลิตในประเทศเพียงอย่างเดียว คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าสิงคโปร์ผลิตน้ำมันได้มากกว่าไทย แต่อยู่ที่หลักการของการค้าพลังงานในตลาดโลก ซึ่งใช้ “ราคากลาง” ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลเป็นตัวอ้างอิง เพื่อให้การซื้อขาย การนำเข้า และการส่งออกสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
น้ำมันเป็น สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ราคาถูกขับเคลื่อนด้วยแรงผลักดันของอุปสงค์และอุปทานระดับโลก ซึ่งในโลกนี้มีตลาดกลางค้าส่งน้ำมันสำเร็จรูปหลักๆ อยู่ 3 แห่ง คือ นิวยอร์ก (อเมริกา), ลอนดอน (ยุโรป) และ สิงคโปร์ (เอเชีย)
แม้สิงคโปร์จะไม่มีบ่อน้ำมันของตัวเองเลย แต่เขาเป็นศูนย์กลางโรงกลั่นขนาดใหญ่และเป็นท่าเรือขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้ ที่นั่นมีผู้ซื้อและผู้ขายจากทั่วโลกกว่า 300 ราย เกิดการแข่งขันอย่างเสรี ทำให้ราคาที่เกิดขึ้นเป็น “ราคากลางที่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของภูมิภาค” โดยไม่มีผู้ค้ารายใดรายหนึ่งสามารถปั่นหรือแทรกแซงราคาได้
ประเทศไทยใช้ระบบการค้าน้ำมันแบบ “ตลาดเสรี” โรงกลั่นในไทยเป็นของเอกชนและบริษัทมหาชน หากไทยไม่ใช้ราคากลางและเลือกที่จะกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นขึ้นมาเอง จะเกิดผลกระทบ 2 ด้านทันที:
การอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ จึงเป็นการสร้าง “ราคาที่แข่งขันได้ในระดับสากล” เพื่อให้กลไกการผลิตและการจัดหาพลังงานของประเทศดำเนินไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ไลน์การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและโรงงานต่างๆ จึงมั่นใจได้ว่าจะมีน้ำมันใช้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด
ที่สำคัญ ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่เดินตามเกณฑ์นี้ เพื่อนบ้านและอีกหลายประเทศในทวีปเอเชีย ต่างก็ใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์เป็นราคาอ้างอิง และใช้เป็นฐานในการคำนวณต้นทุนเพื่อกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศของตนเองเช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศสอดคล้องและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยุติธรรม
หากธุรกิจของคุณใช้รถหลายคัน การเลือกผู้จัดจำหน่ายที่สามารถจัดส่งน้ำมันได้ถึงพื้นที่ จะช่วยลดเวลา ลดความยุ่งยาก และช่วยให้วางแผนต้นทุนได้ง่ายขึ้น